หลายคนอยากไปทำงานต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต ทั้งการหาประสบการณ์การทำงานระดับสากล การเก็บเงินก้อนเพื่อสร้างอนาคต และการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันได้มีการสนับสนุนจากภาครัฐและโปรแกรมความร่วมมือต่างๆ ที่จะช่วยสานฝันของคุณให้เป็นจริงได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ถ้าคุณอยากรู้ว่าต้องเริ่มต้นจากอะไร BangkokSuccess สรุปแนวทางมาให้คุณแล้วในบทความนี้
อยากไปทํางานต่างประเทศ ต้องทํายังไง เริ่มต้นจากตรงไหน?
หากคุณอยากไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การเริ่มต้นที่คุ้มค่าที่สุดคือการปูพื้นฐานผ่านระบบการศึกษาและโครงการแลกเปลี่ยน เราขอแนะนำให้คุณเริ่มวางแผนจาก 2 เส้นทางหลักที่จะช่วยเปิดประตูสู่การทำงานในต่างแดนได้อย่างปลอดภัย ดังนี้
1. เริ่มต้นด้วยโอกาสจากศักยภาพของคุณเอง
สำหรับคนที่อยากเพลย์เซฟเรื่องค่าใช้จ่าย แถมยังได้ทำงานอย่างถูกกฎหมายด้วย คือการพยายามชิงทุนไปต่างประเทศจากทุนของรัฐบาลไทย ทุนรัฐบาลต่างประเทศ หรือทุนจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรง เพราะนอกจากจะครอบคลุมค่าเล่าเรียนแล้ว ยังมีเงินพ็อกเก็ตมันนี่รายเดือนให้อีกด้วย ข้อดีคือวีซ่านักเรียนในประเทศส่วนใหญ่ เช่น ออสเตรเลีย, อังกฤษ, หรือแคนาดา จะอนุญาตให้คุณทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่ไปกับการเรียนได้อย่างเสรี เมื่อเรียนจบแล้วในหลายๆ ประเทศยังมีวีซ่าทำงานหลังเรียนจบ (Post-Study Work Visa) มอบสิทธิ์ให้คุณหางานประจำทำต่อในประเทศนั้นได้ยาวๆ ถึง 2-3 ปีเต็ม โดยไม่ต้องใช้บริการเอเจนซี่จัดหางานเลย
2. เริ่มต้นด้วยการยื่นคำขอและเตรียมโปรไฟล์ให้ดี
หากคุณพอจะมีงบประมาณส่วนตัวและต้องการเจาะจงคณะหรือเมืองที่เอื้อต่อการทำงานในอนาคต การเตรียมความพร้อมเพื่อขอทุนเรียนต่อต่างประเทศในรูปแบบของทุนลดหย่อนค่าเรียน (Partial Scholarship) จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่น้อยเลย เพราะมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่งมีทุนส่วนลด 20-50% ให้กับนักศึกษาที่มีผลการเรียนหรือทักษะภาษาอังกฤษที่ดี
นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในวันเดินทางลงไปได้มากแล้ว ประวัติการศึกษาในประเทศปลายทางยังเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่จะทำให้นายจ้างต่างชาติตัดสินใจจ้างงานคุณเข้าทำงานแบบถูกกฎหมายได้ง่ายกว่าการยื่นใบสมัครส่งตรงมาจากเมืองไทยหลายเท่าตัว
3. สอบไปทำงานต่างประเทศกับกรมการจัดหางาน
หากคุณไม่ได้เน้นสายเรียนต่อ แต่ต้องการเน้นไปทำงานเพื่อเก็บเงินก้อนโดยตรง วิธีที่ปลอดภัยและประหยัดที่สุดคือการเข้าร่วมโปรแกรมสอบไปทำงานต่างประเทศ ผ่านกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน (กระทรวงแรงงาน) วิธีนี้มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีกฎหมายรองรับ 100% ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการไปกับนายหน้าเอกชน รวมถึงระบบคอยคุ้มครองสิทธิ์ดูแลคุณตลอดสัญญาจ้าง โดยมีโครงการต่างๆ จากภาครัฐที่เปิดรับสมัครอยู่ ดังนี้
- ระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ EPS (เกาหลีใต้): เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและเกาหลีใต้ เพื่อจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต, ก่อสร้าง, เกษตรและปศุสัตว์ รวมถึงงานบริการต่างๆ ด้วย ข้อดีคือรายได้สูง สวัสดิการดี และสัญญายาว แต่นักเรียนหรือผู้สมัครจะต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องสอบผ่านระบบ EPS-TOPIK (การทดสอบภาษาเกาหลีและทักษะฝีมือ) ตามรอบที่ประกาศเปิดรับสมัครก่อนจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกจากนายจ้างเกาหลี
- โครงการ IM Japan (ญี่ปุ่น): เป็นโครงการคัดเลือกผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคชาวไทยไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นเวลา 1-3 ปี (คุณสามารถต่ออายุเป็นวีซ่าทักษะเฉพาะทาง Specified Skilled Worker ได้ยาวถึง 5 ปี) ข้อดีคือ ค่าตั๋วเครื่องบินฟรีและได้เงินสนับสนุนเมื่อฝึกงานจบหลักสูตรเพื่อเป็นทุนตั้งตัว ทั้งนี้ผู้สมัครจะต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกายและสอบผ่านเกณฑ์ภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานตามที่กำหนดก่อน
- การจัดส่งไปทำงานที่ประเทศไต้หวันและอิสราเอล: กรมการจัดหางานจะเปิดรับสมัครโควตาแรงงานไทยเป็นระยะๆ เช่น งานภาคการเกษตรในประเทศอิสราเอล หรืองานภาคโรงงานและก่อสร้างในไต้หวัน ส่วนใหญ่จะใช้วิธีจับสลากหรือคัดเลือกตามคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ถือเป็นทางเลือกที่การันตีความปลอดภัยและไม่มีการหักค่าหัวคิวที่ไม่เป็นธรรม
4. ผู้ที่ประสงค์จะไปทำงานติดต่อหางานด้วยตนเอง
วิธีนี้เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่มีทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง มีผลคะแนนภาษาในระดับที่ดี หรือมีญาติพี่น้องและคนรู้จักในต่างประเทศแนะนำงานให้ โดยคุณจะเป็นคนติดต่อ สมัครงาน สัมภาษณ์ และประสานงานกับนายจ้างต่างชาติด้วยตัวเอง เมื่อนายจ้างตอบรับและออกเอกสารใบอนุญาตทำงานให้แล้ว คุณจะต้องนำเอกสารมาแจ้งเรื่องการเดินทาง ณ กรมการจัดหางานด้วยตัวเองล่วงหน้าก่อนเดินทางไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้ภาครัฐบันทึกสิทธิ์และคุ้มครองตามกฎหมาย สำหรับช่องทางยอดฮิตในการหาช่องทางบินเดี่ยวมีดังนี้
- การสมัครผ่านโปรแกรมและข้อตกลงพิเศษ: โครงการยอดฮิตอย่าง Work and Holiday (ออสเตรเลีย) หรือ Working Holiday Scheme (นิวซีแลนด์) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยอายุ 18-30 ปี ยื่นโปรไฟล์เพื่อขอวีซ่าไปท่องเที่ยวและทำงานอย่างถูกกฎหมายเป็นเวลา 1-2 ปี ข้อดีคือคุณสามารถเปลี่ยนนายจ้างและเลือกงานได้เอง
- การยื่นเรซูเม่ผ่านแพลตฟอร์มหางานระดับสากล: การสร้างโปรไฟล์แบบมืออาชีพบน LinkedIn, Indeed หรือ SEEK เพื่อสมัครงานบริษัทต่างประเทศที่เปิดรับแรงงานทักษะสูง เช่น สายไอที, วิศวกร, บุคลากรทางการแพทย์ หรือเชฟปรุงอาหารไทย หากคุณผ่านการคัดเลือกแล้ว นายจ้างจะทำเรื่องสปอนเซอร์วีซ่าทำงาน (Sponsorship Visa) ให้คุณบินไปทำงานได้เลย
- การต่อสัญญาจ้างเดิม (Re-entry): สำหรับคนที่เคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายอยู่แล้ว และนายจ้างก็พึงพอใจในผลงานจนได้ต่อสัญญาจ้างเพิ่มอีกรอบ ในกรณีนี้เมื่อคุณกลับมาพักผ่อนที่ไทยและจะเดินทางกลับไปทำงานที่เดิม เพียงแค่ต้องนำสัญญาฉบับใหม่มาแจ้งกับกรมการจัดหางานให้รับทราบ เพื่อรักษาสิทธิ์กองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ
5. การไปทำงานต่างประเทศผ่านบริษัทจัดหางาน (เอกชนจัดส่ง)
สำหรับคนที่ไม่สะดวกติดต่อหางานด้วยตัวเองและไม่อยากรอรอบเปิดรับสมัครจากภาครัฐ การใช้บริการบริษัทจัดหางานเอกชน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกรวดเร็ว เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีเครือข่ายและดีลงานกับนายจ้างต่างชาติโดยตรง จึงมีตำแหน่งงานรองรับอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อเงื่อนไขสำคัญคือ บริษัทจัดหางานนั้นจะต้องได้รับใบอนุญาตจดทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานเท่านั้น เพื่อป้องกันการหลอกลวงหรือลอยแพในต่างแดน
ไปทํางานต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
สำหรับงบประมาณในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศจะขึ้นอยู่กับเส้นทางและประเทศปลายทางที่คุณเลือก ซึ่งถ้าเทียบกับกลุ่มนักศึกษาที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศแล้ว การบินไปทำงานโดยตรงจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก เพราะจ่ายตามจริงแค่ในส่วนของเอกสารและการเดินทาง เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น เราได้ทำตารางค่าใช้จ่ายในการไปทำงานต่างประเทศ โดยสรุปงบประมาณเฉลี่ยและรายละเอียดของแต่ละเส้นทางมาให้แล้ว ดังนี้
| เส้นทาง / รูปแบบการเดินทาง | งบประมาณโดยประมาณ (บาท) | รายละเอียดค่าใช้จ่ายหลัก | ข้อแนะนำ |
| 1. กลุ่มโครงการภาครัฐ (EPS เกาหลีใต้, IM Japan, อิสราเอล) | 35,000 – 60,000 | ค่าสมัครสอบ, ค่าเรียนภาษา, ค่าตรวจสุขภาพ, ค่าวีซ่า, และค่าตั๋วเครื่องบิน | ไม่มีค่าหัวคิว จ่ายตามจริง ควรเตรียมเงินติดตัวสำรองไปใช้อีกประมาณ 20,000 บาทในเดือนแรก |
| 2. กลุ่มไปหางานเอง / วีซ่าแลกเปลี่ยน (Work and Holiday, นายจ้างสปอนเซอร์) | 60,000 – 120,000 | ค่าธรรมเนียมวีซ่า, ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, ค่าตรวจสุขภาพสากล | ต้องโชว์ Statement ในบัญชีประมาณ 110,000 – 130,000 บาท เพื่อการันตีกับสถานทูต |
| 3. กลุ่มผ่านบริษัทจัดหางานเอกชน (เอเจนซี่จัดส่งแรงงาน) | 80,000 – 200,000 ขึ้นไป | ค่าบริการเอกชน (ค่าหัวคิว), ค่าประสานงาน, ค่าวีซ่า, และค่าเดินทาง | กฎหมายคุมเพดานค่าบริการไว้ชัดเจน เช่น ไต้หวันไม่เกิน 56,000 บาท หากเรียกเก็บเกิน 200,000 – 300,000 บาท อาจเสี่ยงต่อการโดนหลอก |
หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นการประมาณการเบื้องต้นในปี 2026 ทั้งนี้อาจผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน ราคาตั๋วเครื่องบิน และค่าธรรมเนียมวีซ่าของแต่ละประเทศ ส่วน Statement เป็นเพียงหลักฐานค้ำประกัน ไม่ใช่เงินที่ต้องจ่ายจริง ทั้งนี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากกรมการจัดหางานหรือสถานทูตอีกครั้งก่อนยื่นเอกสาร
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนไปทํางานต่างประเทศ ถูกกฎหมาย
การเตรียมตัวไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและคัดกรองอย่างเป็นระบบ เพื่อความปลอดภัยและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวคุณเอง โดยมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. เลือกช่องทางที่เหมาะสมและผ่านการคัดเลือกให้ได้ (ก่อนเดินทาง 3-6 เดือน)
ขั้นตอนแรกเริ่มจากการเลือกวิธีเดินทางที่ถูกกฎหมายเพียงช่องทางเดียวที่เหมาะกับทักษะของคุณที่สุด แล้วดำเนินการตามขั้นตอนการคัดเลือก ดังนี้
ช่องทางที่ 1: เดินทางผ่านกรมการจัดหางาน (รัฐจัดส่ง)
- เหมาะสำหรับ: แรงงานทั่วไป หรือผู้ที่ต้องการแต่งตั้งให้ภาครัฐเป็นผู้ดูแลดำเนินการ เพราะมีค่าธรรมเนียมและค่าบริการจัดหางานที่ต่ำที่สุด รวมถึงยังได้รับความปลอดภัยสูงสุดเนื่องจากเป็นการลงนามข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐต่อรัฐ
- สิ่งที่คุณต้องทำ: ติดตามประกาศรับสมัครจากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ สมัครเรียนภาษาเพิ่มเติม และเข้าทดสอบระดับภาษา/ทักษะฝีมือให้ผ่านเกณฑ์ตามรอบที่เปิดรับ เช่น โครงการ EPS เกาหลีใต้ หรือ IM Japan
ช่องทางที่ 2: เดินทางผ่านบริษัทจัดหางานเอกชน
- เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และมีทุนทรัพย์ในการจ่ายค่าบริการจัดหางาน
- สิ่งที่คุณต้องทำ: ตรวจสอบรหัสใบอนุญาตของบริษัทจัดหางานกับเว็บไซต์กรมการจัดหางานก่อนเสมอ ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลล่วงหน้าเด็ดขาด และเข้ารับการสัมภาษณ์งานตามโควตาที่บริษัทได้รับอนุมัติจัดส่ง
ช่องทางที่ 3: เดินทางด้วยการติดต่อหางานด้วยตนเอง
- เหมาะสำหรับ: แรงงานทักษะสูง เช่น วิศวกร, ไอที, เชฟ, บุคลากรแพทย์ หรือผู้สมัครโครงการพิเศษ เช่น Work and Holiday
- สิ่งที่คุณต้องทำ: ทำเรซูเมภาษาอังกฤษให้ได้มาตรฐานสากล แล้วยื่นสมัครงานตรงผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น LinkedIn, Indeed หรือเข้าร่วมกลุ่มสมาคมอาชีพในประเทศปลายทาง เพื่อสัมภาษณ์ตรงกับนายจ้างและขอการสปอนเซอร์วีซ่าทำงานเป็นรายบุคคล
ช่องทางที่ 4: เดินทางไปทำงาน/ฝึกงาน ผ่านบริษัทต้นสังกัดในไทย
- เหมาะสำหรับ: พนักงานประจำของบริษัทข้ามชาติ หรือบริษัทไทยที่มีสาขาในต่างประเทศ
- สิ่งที่คุณต้องทำ: สร้างผลงานและยื่นความจำนงภายในองค์กรเพื่อขอโอนย้ายไปทำงานในต่างประเทศ หรือเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอบรมทักษะระยะยาวตามที่บริษัทแม่กำหนด
2 ตรวจสอบสัญญาจ้างและเงื่อนไข (ก่อนเดินทาง 2-3 เดือน)
เมื่อคุณผ่านการคัดเลือกและได้รับข้อเสนอการจ้างงานจากนายจ้างต่างชาติแล้ว ให้ตรวจสอบรายละเอียดในเอกสารสัญญาจ้างอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะจรดปากกาเซ็นชื่อลงไป เพราะสัญญาฉบับนี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ผูกพันทางกฎหมายและคุ้มครองคุณเมื่อเดินทางไปถึงต่างแดน
- การตรวจสอบสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ: ต้องตรวจสอบว่าอัตราค่าจ้างที่ได้รับตรงตามกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำของประเทศปลายทางหรือไม่ ระบุชั่วโมงการทำงานต่อวันและต่อสัปดาห์ไว้อย่างชัดเจนรวมถึงอัตราค่า OT อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ต้องดูเงื่อนไขเรื่องสวัสดิการพื้นฐาน เช่น มีที่พักให้ฟรีหรือต้องหักเงินค่าเช่า มีประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุครอบคลุมระว่างทำงานหรือไม่ รวมถึงข้อตกลงเรื่องตั๋วเครื่องบินไป-กลับว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษร และที่สำคัญห้ามรับข้อตกลงด้วยวาจาเด็ดขาด
- การตรวจสอบความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย: ตัวเอกสารสัญญาจ้างจะต้องจัดทำขึ้นในภาษาที่คุณเข้าใจแตกฉาน โดยปกติจะเป็นภาษาไทยควบคู่กับภาษาอังกฤษหรือภาษาของประเทศปลายทาง หากพบข้อความที่ไม่เข้าใจหรือคลุมเครือให้ปฏิเสธการเซ็นไว้ก่อน และให้นำชื่อบริษัทนายจ้างรวมถึงตัวสัญญาจ้างไปส่งตรวจสถานะความถูกต้องกับกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือสำนักงานแรงงานไทยประจำประเทศนั้นๆ เพื่อยืนยันว่านายจ้างมีตัวตนจริงและไม่มีประวัติโกงแรงงาน
3. จัดการเอกสารส่วนตัวและวีซ่าทำงาน (ก่อนเดินทาง 1-2 เดือน)
ขั้นตอนนี้คือการเข้าสู่กระบวนการเตรียมเอกสารทางกฎหมายและเอกสารราชการเพื่อใช้ในการขออนุญาตเข้าเมืองไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งเป็นเอกสารส่วนบุคคลที่คุณต้องเป็นผู้ดำเนินการและจัดเก็บรักษาไว้ด้วยตนเอง ได้แก่
- หนังสือเดินทาง: ตรวจสอบอายุการใช้งานของพาสปอร์ตฉบับปัจจุบัน เพราะกฎหมายสากลกำหนดว่าต้องมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับจากวันที่คุณจะออกเดินทาง แต่สำหรับกรณีไปทำงานระยะยาวจะต้องมีอายุเหลือมากกว่า 1-2 ปีขึ้นไปเพื่อความสะดวก หากจำเป็นต้องทำเล่มใหม่ ให้รีบดำเนินการทันทีเนื่องจากต้องใช้เลขพาสปอร์ตในการยื่นขอวีซ่า
- วีซ่าประเภททำงาน: คุณต้องนำเอกสารหนังสืออนุญาตการจ้างงานจากนายจ้างไปยื่นคำร้องขอ วีซ่าประเภททำงาน ณ สถานทูตของประเทศปลายทางที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น
- หนังสือรับรองประวัติและคุณวุฒิ: ดำเนินการขอหนังสือรับรองความประพฤติจากศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าคุณไม่มีประวัติอาชญากรรม ซึ่งหนังสือรับรองนี้เป็นเอกสารบังคับในการขอวีซ่าทำงานของเกือบทุกประเทศ รวมถึงนำใบรับรองวุฒิการศึกษาหรือใบผ่านงานไปแปลเป็นภาษาอังกฤษและผ่านการรับรองเอกสารจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศให้เรียบร้อยด้วย
4. ตรวจสุขภาพและรายงานตัวล่วงหน้า (ก่อนเดินทาง 15-30 วัน)
เมื่อเอกสารและวีซ่าเริ่มทยอยอนุมัติเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการทำงานในต่างแดน แล้วนำข้อมูลทั้งหมดเข้ารายงานตัวในฐานระบบของภาครัฐบาลไทยเพื่อเปิดสิทธิ์การคุ้มครองตามกฎหมาย สำหรับการตรวจสุขภาพมีเกณฑ์ดังนี้
- การตรวจโรคต้องห้ามและสภาพร่างกาย: คุณต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และต้องเป็นโรงพยาบาลที่ประเทศปลายทางแต่งตั้งขึ้นเท่านั้น เพื่อออกใบรับรองแพทย์ที่เป็นสากลยืนยันว่าคุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคต้องห้ามเข้าเมือง เช่น วัณโรค, ไวรัสตับอักเสบ, หรือสารเสพติดในร่างกาย หากตรวจพบสิ่งเหล่านี้ในภายหลัง คุณจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันทีและอาจถูกแบนไม่ให้เข้าประเทศนั้นอีกเลย
- การแจ้งเรื่องเดินทาง ณ กรมการจัดหางาน: นับเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่คนหางานทุกคนจะต้องนำหนังสือเดินทางที่มีวีซ่าทำงาน สัญญาจ้างฉบับสมบูรณ์ และตั๋วเครื่องบิน ไปแจ้งเรื่องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด ล่วงหน้าก่อนวันเดินทางจริงไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้ภาครัฐบันทึกประวัติ ตรวจสอบความถูกต้องขั้นสุดท้ายและลงทะเบียนสิทธิ์ของคุณเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลแรงงานไทยในต่างประเทศ
5. เข้ารับการอบรมและรักษาสิทธิ์คุ้มครอง (ก่อนเดินทาง 1-7 วัน)
ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่คุณจะก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินออกเดินทางจริงจะเน้นการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ความรู้ในการเอาตัวรอด และการสร้างหลักประกันความปลอดภัยทางการเงินให้กับตนเองและครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง สำหรับการอบรวมก่อนเดินทางและการรักษาสิทธิ์คุ้มครองมีดังนี้
- การเข้ารับการอบรมก่อนการเดินทาง: กรมการจัดหางานกำหนดให้แรงงานทุกคนต้องเข้ารับการอบรมชี้แจง โดยเจ้าหน้าที่จะบรีฟข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานเบื้องต้น วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น สภาพภูมิอากาศ ความเป็นอยู่ ค่านิยมที่ควรระวังของประเทศปลายทาง รวมถึงข้อห้ามทางกฎหมายที่อาจมีโทษรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคือการแจกช่องทาง เบอร์โทรศัพท์ และพิกัดของสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานแรงงานไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อให้คุณมีข้อมูลติดต่อขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือถูกนายจ้างเอาเปรียบ
- การสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางาน: คุณจะต้องชำระเงินค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียงหลักร้อยบาท (ตามอัตราที่แต่ละประเทศกำหนด) เงินส่วนนี้จะเป็นเหมือนประกันภัยที่คุ้มครองสิทธิ์ของคุณ โดยกฎหมายระบุไว้ว่าสมาชิกกองทุนจะได้รับความช่วยเหลือและการชดเชยทางการเงินทันทีในกรณีที่ประสบอันตรายจนทุพพลภาพ, เจ็บป่วยรุนแรง, นายจ้างทอดทิ้งลอยแพ, เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเกิดภัยสงครามในประเทศปลายทาง โดยกองทุนนี้จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งตัวคุณกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัยอีกด้วย
การเลือกไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามกฎกติกาหรือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป แต่คือหลักประกันชีวิตและความปลอดภัยของตัวคุณเองในต่างแดน การยอมเสียเวลาทำตามขั้นตอนและจ่ายค่าธรรมเนียมอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยคุ้มครองไม่ให้คุณต้องไปอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ หรือถูกลอยแพอย่างไร้ที่พึ่ง เพราะไม่มีเงินก้อนไหนหรือค่าแรงไหนที่จะคุ้มค่ากับการเอาชีวิตและความหวังของครอบครัวไปเสี่ยงเป็นแรงงานเถื่อนในประเทศที่ไม่มีใครคุ้มครองคุณ