ค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญที่คนที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศต้องเตรียมไว้ให้ดี ในความเป็นจริงแล้วค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อไม่ได้มีแค่ค่าเทอมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณวางแผนไม่ดีพอหรือคำนวณพลาดไปนิดเดียว อาจทำให้ความฝันของคุณสะดุดกลางคันได้เลย ในบทความนี้ BangkokSuccess จะมาสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด พร้อมแนวทางการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินที่จะช่วยให้คุณเรียนต่อได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล
ค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศ มีอะไรบ้าง?
เพื่อให้คุณเห็นภาพงบประมาณที่ชัดเจนและไม่จัดกลุ่มสับสน เราจะแบ่งค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศ ออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลัก ตามเส้นทางการเดินทางและการใช้ชีวิตจริง ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดสรรเงินก้อนได้ง่ายขึ้น
1. ค่าใช้จ่ายช่วงเตรียมตัว (ก่อนออกเดินทาง)
การเตรียมค่าใช้จ่ายในช่วงก่อนเดินทางก่อนที่คุณจะก้าวเท้าออกจากประเทศไทย ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญไม่แพ้กับค่าใช้จ่ายอีก 2 ส่วนที่เหลือเลย เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะมีทั้งค่าธรรมเนียมราชการ ค่าสอบ และการเตรียมความพร้อมส่วนบุคคล แม้ดูเหมือนจะเป็นค่าใช้จ่ายปลีกย่อย แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ถือเป็นเงินก้อนสำคัญที่คุณต้องจัดสรรให้ดีตั้งแต่ช่วง 6-12 เดือนก่อนการเดินทางจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.1 ค่าเรียนและค่าสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ
เป็นค่าใช้จ่ายแรกที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะการสมัครสอบวัดระดับที่เป็นสากล เช่น IELTS หรือ TOEFL เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการสื่อสารภาษาที่สองที่คุณจำเป็นต้องมี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักมีค่าธรรมเนียมการสอบต่อครั้งค่อนข้างสูง และหากคะแนนในรอบแรกยังไม่ผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย คุณอาจต้องเผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับการสอบใหม่ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงค่าคอร์สระยะสั้นสำหรับเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเพื่ออัปคะแนนให้ถึงเกณฑ์
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 7,000 – 8,000 บาท ต่อการสมัคร 1 ครั้ง
1.2 ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน
มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในต่างประเทศ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการตรวจเช็กและพิจารณาเอกสารใบสมัคร ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ หากคุณวางแผนที่จะยื่นใบสมัครเผื่อไว้หลายๆ แห่งเพื่อกระจายความเสี่ยง อาจต้องเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้มากพอสมควร
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 2,000 – 5,000 บาท ต่อ 1 สถาบัน
1.3 ค่าวีซ่านักเรียนและค่าตรวจสุขภาพ
เมื่อได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการยื่นขอวีซ่านักเรียนและการตรวจร่างกายกับโรงพยาบาลที่สถานทูตกำหนด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่คุณต้องเตรียมเงินก้อนไว้ล่วงหน้า โดยราคากลางรวมของค่าวีซ่าและค่าตรวจสุขภาพจะครอบคลุมตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการพิจารณาวีซ่าของสถานทูต, ค่าบริการศูนย์รับคำร้อง เช่น VFS หรือ TLS, ค่าดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล รวมถึงค่าเอกซเรย์ปอดและตรวจเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติวีซ่าเพื่อเข้าประเทศที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 10,000 – 25,000 บาท (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ)
1.4 ค่าประกันสุขภาพนักเรียนต่างชาติ
ถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่สำคัญมากสำหรับนักเรียนต่างชาติ เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศขึ้นชื่อในเรื่องของราคาที่สูงมากๆ หลายประเทศจึงมีกฎหมายบังคับให้คุณต้องซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมตลอดระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่อยู่ในไทย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการอนุมัติวีซ่า เช่น ระบบประกัน OSHC ของออสเตรเลีย หรือ IHS ของอังกฤษ ซึ่งจะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนไว้ล่วงหน้าเป็นก้อนเดียวตามจำนวนปีที่เรียน
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 15,000 – 45,000 บาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ)
1.5 ค่าตั๋วเครื่องบินและค่าดำเนินการเดินทาง
สำหรับค่าใช้จ่ายสุดท้ายในส่วนแรกก็คือค่าตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไปยังประเทศจุดหมายปลายทาง ซึ่งราคาจะยืดหยุ่นไปตามระยะทาง สายการบิน และช่วงเวลาการจอง หากคุณเดินทางในช่วงเปิดเทอมใหญ่ อาจต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในราคาที่สูงกว่าปกติ ดังนั้นคุณควรวางแผนจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าทันทีที่วีซ่าผ่าน ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ตั๋วในราคาที่ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 15,000 – 45,000 บาทต่อเที่ยว (ขึ้นอยู่กับระยะทางของแต่ละประเทศ)
2. ค่าใช้จ่ายหลักด้านการศึกษา (รายเทอม/รายปี)
หลังจากได้วีซ่าเรียบร้อยแล้ว เงินก้อนต่อมาที่คุณจะต้องจ่ายและถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดของการเรียนต่อก็คือ ค่าใช้จ่ายหลักด้านการศึกษา เป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่คุณต้องชำระให้กับทางสถาบันการศึกษาโดยตรง โดยทั่วไปจะถูกเรียกเก็บเป็นรายเทอมหรือรายปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่คุณเลือก โดยเงินก้อนนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
2.1 ค่าเล่าเรียน
เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่มีหนักที่สุดในบรรดาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเลือกเรียนสายมนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจ ค่าเทอมจะถูกกว่าสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสายการแพทย์ที่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์เฉพาะทาง ดังนั้นคุณต้องคำนวณเงินก้อนนี้และเตรียมการโอนจ่ายข้ามประเทศให้ตรงเวลาเพื่อรักษาสถานะนักศึกษาเอาไว้ หรืออีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ คือการมองหาลู่ทางชิงทุนไปต่างประเทศจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยสนับสนุนในส่วนนี้
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: ประมาณ 250,000 – 1,500,000 บาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย, ประเทศที่เลือกไปเรียน และสาขาวิชาที่คุณเลือก)
2.2 ค่าธรรมเนียมสถาบันและอุปกรณ์การเรียน
นอกจากค่าเทอมที่เป็นค่าเรียนหลักแล้ว มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะมีค่าธรรมเนียมยิบย่อยพ่วงมาในใบแจ้งหนี้ด้วย โดยเงินส่วนนี้จะครอบคลุมค่าบริการเทคโนโลยี เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตและซอฟต์แวร์ของมหาวิทยาลัย ค่าบำรุงห้องสมุด ค่าสมาชิกศูนย์กีฬาหรือยิม รวมถึงค่ากิจกรรมนักศึกษา นอกจากนี้ในบางสาขาวิชา คุณยังต้องเผื่อเงินสำหรับค่าหนังสือเรียน หรืออุปกรณ์เฉพาะทางที่คอร์สเรียนนั้นๆ บังคับให้ซื้อเพิ่มเติม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนควบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 10,000 – 40,000 บาทต่อปี
3. ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายส่วนตัว (รายเดือน)
เมื่อไปถึงประเทศปลายทางแล้ว เงินก้อนสุดท้ายที่คุณต้องบริหารจัดการคือค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งเป็นเงินหมุนเวียนแบบรายเดือน ความพิเศษของค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คือ เป็นส่วนที่ยืดหยุ่นและผันแปรสูงที่สุดในบรรดาค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเมืองที่คุณไปอยู่ หากเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ค่าครองชีพจะสูงกว่าเมืองรอบนอก และที่สำคัญคือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของตัวคุณเอง เพราะถ้าเลือกเมืองที่ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณ อาจทำให้การเรียนต่อเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจไม่น้อยเลย โดยเราจะแบ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ดังนี้
3.1 ค่าที่พัก
เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนก้อนใหญ่ที่สุดและเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกล็อกไว้ให้จ่ายตรงเวลาทุกเดือน หากเลือกอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย ข้อดีคือเดินทางสะดวก แต่อาจมีราคาสูงและต้องแย่งชิงโควตา แต่ถ้าเลือกเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ร่วมกับเพื่อน ก็จะช่วยหารค่าเช่าและค่าส่วนกลางไปได้พอสมควร ทั้งนี้บางคนอาจเลือกอยู่กับครอบครัวท้องถิ่น ที่มักจะรวมค่าอาหารบางมื้อเอาไว้ด้วย
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 15,000 – 45,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับประเภทของที่พักที่คุณเลือก)
3.2 ค่าอาหารและของใช้ส่วนตัว
สำหรับค่าอาหารในต่างประเทศถือเป็นจุดที่คุณสามารถประหยัดได้มากที่สุด เพราะการเลือกซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาทำอาหารทานเองที่หอพัก จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าลงไปได้มากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับการฝากท้องไว้กับร้านอาหารหรือคาเฟ่ข้างนอกทุกมื้อ ทั้งนี้อย่าลืมเผื่อเงินไว้สำหรับของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันด้วย เช่น สบู่ ยาสระผม และน้ำยาซักผ้า
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 8,000 – 18,000 บาทต่อเดือน
3.3 ค่าเดินทางท้องถิ่นและค่าสื่อสาร
ในหลายๆ ประเทศจะมีสิทธิประโยชน์ในรูปแบบตั๋วนักเรียน (Student Pass) ที่จะช่วยให้คุณซื้อตั๋วรถไฟ รถเมล์ หรือรถไฟใต้ดินรายเดือนได้ในราคาประหยัด ส่วนค่าสื่อสารจะครอบคลุมค่าอินเทอร์เน็ตและซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้คุณสามารถติดต่อและค้นหาข้อมูลได้
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: 3,000 – 7,000 บาทต่อเดือน
3.4 เงินสำรองฉุกเฉิน
เป็นเงินก้อนสำคัญที่ใครหลายคนลืมนึกถึง เราขอแนะนำให้แบ่งสัดส่วนไว้ต่างหาก เงินส่วนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยว แต่เป็นเงินที่เตรียมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินจริงๆ เช่น ค่าบริการทางการแพทย์ที่ประกันอาจไม่ครอบคลุม 100% ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่พังขึ้นมากะทันหัน หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางด่วน การมีเงินสำรองก้อนนี้จะช่วยให้คุณอุ่นใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ: อย่างน้อย 5,000 – 10,000 บาทต่อเดือน
มีค่าใช้จ่ายแฝงในค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศไหม?
นอกจากค่าใช้จ่ายหลักแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่คุณต้องระวังและเผื่อเงินในส่วนนี้ไว้บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาตามมาระหว่างเรียนต่อ และนี่คือสิ่งที่คุณควรบวกเพิ่มเข้าไปในแผนการเงินด้วย
- ค่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา: ในความเป็นจริงแล้วค่าเงินมีความผันผวนตลอดเวลา หากช่วงที่ต้องจ่ายค่าเทอมเงินบาทอ่อนค่าลง อาจทำให้คุณจ่ายค่าเทอมแพงขึ้นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทโดยไม่รู้ตัว
- ค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศ: การโอนเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเทอมหรือค่าที่พัก จะมีค่าธรรมเนียมของธนาคารต้นทาง ธนาคารกลาง และธนาคารปลายทาง รวมถึงส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารคิดเพิ่ม
- ค่าแปลเอกสารและรับรองเอกสาร: ใบเกรด ทะเบียนบ้าน หรือใบรับรองการทำงาน ต้องผ่านการแปลเป็นภาษาอังกฤษมาจากสถาบันที่เชื่อถือได้ และบางประเทศบังคับให้ต้องนำไปผ่านการรับรองนิติกรณ์เอกสารที่กรมการกงสุลก่อนยื่นวีซ่า ซึ่งมีค่าบริการเป็นรายฉบับด้วย
- ค่ามัดจำที่พักล่วงหน้า: ก่อนย้ายเข้าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ คุณต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่คุณจะไม่ได้คืนจนกว่าจะเรียนจบและย้ายออก ที่สำคัญต้องไม่มีสิ่งภายในห้องของเสียหายเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกหักและริบเงินค่ามัดจำ
- ค่าส่วนกลางและบิลค่าใช้จ่ายในบ้าน: หากเลือกเช่าอพาร์ตเมนต์ข้างนอก ค่าเช่ามักจะไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน สำหรับประเทศเมืองหนาว ค่าไฟและค่าแก๊สสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวจะแพงขึ้นเป็นเท่าตัว ต้องระวังในส่วนนี้ให้ดี
- ค่าซักรีด: หอพักในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องซักผ้าส่วนตัวในห้อง แต่จะเป็นเหรียญหยอดตู้ซัก-ผ้าอบผ้าส่วนกลางของตึก ตกรอบละประมาณ 150 – 300 บาท รวมๆ กันทั้งเดือนนับเป็นเงินหลายพันบาทเลยทีเดียว
- ค่าเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาว: หากคุณไปประเทศเมืองหนาว บอกเลยว่าเสื้อกันหนาวจากไทยเอาไม่อยู่แน่นอน แนะนำให้เผื่อเงินซื้อเสื้อโค้ทหนาๆ ลองจอน และรองเท้าบูทสำหรับลุยหิมะเมื่อเดินทางไปถึงที่หมาย
- ค่าต่ออายุวีซ่าและตรวจสุขภาพซ้ำ: ในกรณีที่เรียนหลักสูตรระยะยาว หรือลงเรียนคอร์สภาษาเพิ่มก่อนเข้าเรียนจริง วีซ่ารอบแรกอาจไม่ครอบคลุมถึงวันเรียนจบ คุณอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นต่ออายุวีซ่าและค่าตรวจร่างกายซ้ำอีกรอบในประเทศนั้น
เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมต่อค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศ
เมื่อรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว สิ่งสำคัญคือวิธีวางแผนการเงินไม่ให้งบบานปลายและเพิ่มโอกาสให้ยื่นวีซ่าผ่านฉลุย เพราะการไปเรียนต่อไม่ใช่แค่มีเงินพร้อมจ่าย แต่ต้องบริหารเงินให้ถูกวิธีด้วย นี่คือแนวทางการเตรียมตัวจัดการเงินที่ทำตามได้จริง
- จัดทำบัญชีล่วงหน้าแบบแบ่งเป็น 3 ก้อน: แยกงบประมาณออกเป็น 3 ส่วนชัดเจน คือ เงินก้อนแรกก่อนเดินทาง (ค่าวีซ่า, ตั๋วเครื่องบิน), เงินก้อนใหญ่ค่าเทอม และเงินหมุนเวียนรายเดือน เพื่อให้รู้ว่าต้องดึงเงินจากส่วนไหนมาจ่ายในเวลาใด
- ศึกษาข้อกำหนดเงินโชว์ในบัญชี: ตรวจสอบเกณฑ์ของสถานทูตประเทศนั้นๆ อย่างละเอียดว่าต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ถึงจะครอบคลุมค่าเทอมและค่าครองชีพ และต้องฝากนิ่งไว้ในบัญชีกี่วันก่อนยื่นวีซ่า เพื่อป้องกันปัญหาวีซ่าไม่ผ่าน
- วางแผนแลกเงินล่วงหน้า (DCA): อย่ารอแลกเงินก้อนใหญ่ทีเดียวตอนใกล้เดินทาง ให้ทยอยแลกเงินตราต่างประเทศเก็บไว้ในช่วงที่เรทอัตราแลกเปลี่ยนดี หรือเลือกใช้ Travel Card / Multi-Currency Card ของธนาคารเพื่อล็อกเรทเรทแลกเงินที่คุ้มค่าที่สุด
- เผื่อเงินสำรองสำหรับอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน: ควรบวกเงินเพิ่มเข้าไปแผนสำรองประมาณ 5% – 10% จากยอดรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อรองรับความเสี่ยงในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงกะทันหันในช่วงที่ต้องโอนจ่ายค่าเทอม
- เปิดบัญชีธนาคารและเลือกช่องทางโอนเงินระหว่างประเทศที่ค่าธรรมเนียมต่ำ: เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างการโอนเงินผ่านธนาคารโดยตรง กับการใช้บริการแอปพลิเคชันโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น Wise หรือระบบ FinTech ต่างๆ ที่มักให้เรทที่ถูกกว่าและดำเนินการเร็วกว่า
- ตรวจสอบสิทธิ์และข้อจำกัดในการทำงานพาร์ทไทม์: ศึกษากฎหมายวีซ่านักเรียนของประเทศปลายทางว่าอนุญาตให้ทำงานได้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อวางแผนหารายได้เสริมมาแบ่งเบาค่าครองชีพรายเดือนอย่างถูกกฎหมาย
- มองหาโอกาสชิงทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีทุนส่วนลดค่าเรียนประมาณ 10% – 30% มอบให้สำหรับนักเรียนต่างชาติที่มีโปรไฟล์ผ่านเกณฑ์ หากคุณกำลังวางแผนขอทุนเรียนต่อต่างประเทศในรูปแบบนี้ ควรสอบถามกับทางเอเจนซี่เรียนต่อหรือเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดบนหน้าเว็บไซต์ของสถาบันโดยตรง เพื่อรักษาสิทธิ์ในการลดหย่อนค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ได้มากที่สุด
แม้ว่าการเตรียมค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศให้พร้อมและรอบคอบในทุกมิติตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การไปเรียนต่อราบรื่นขึ้น แต่ทั้งนี้อย่าลืมสอบถามข้อมูลและขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์จริงที่เคยไปเรียนต่อในประเทศหรือเมืองที่คุณสนใจ เพื่อให้ได้ข้อมูลค่าครองชีพที่ค่อนข้างตรงที่สุดและช่วยให้วางแผนรับมือกับค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำที่สุด